ถ่ายรูปเล็บด้วยมือถือ ให้สีตรง แสงนุ่ม ไม่ต้องพึ่ง ฟิลเตอร์
ถ่ายรูปเล็บให้สีตรงกับของจริง ใช้แสงกลางวันหรือแสงนุ่ม คุมไวต์บาลานซ์ เลือกพื้นหลัง มุมกล้อง และเช็กสีด้วยกระดาษขาว โดยไม่แต่งรูปจนสีเพี้ยน
- แสงกลางวันจากหน้าต่างที่ไม่โดนแดดตรง ให้สีเล็บใกล้ของจริงที่สุด และไม่มีเงาแข็ง
- อย่าผสมแสงหลอดไฟสีส้มกับแสงหน้าต่างในรูปเดียว กล้องจะเดาสีขาวผิด สีเล็บจะเพี้ยน
- วางกระดาษขาวไว้ในภาพเป็นตัวเทียบ ถ้ากระดาษไม่ขาว สีเล็บก็ไม่ตรง
- ถ่ายภาพกว้างหนึ่งรูป ตามด้วยภาพใกล้หนึ่งถึงสองรูป และไม่ใส่ฟิลเตอร์ที่เปลี่ยนสี
รูปเล็บที่ดีคือรูปที่สีตรงกับของจริง ไม่ใช่รูปที่สวยที่สุดหลังแต่ง วิธีที่ได้ผลแน่นอนมีสามข้อ ถ่ายใต้แสงกลางวันที่นุ่ม ใช้แสงชนิดเดียวทั้งภาพ และมีของสีขาวในภาพไว้เทียบ ที่เหลือคือมุม ระยะ และการไม่ใส่ฟิลเตอร์ที่เปลี่ยนสี
บทนี้ใช้ได้ทั้งคนที่ถ่ายผลงานเล็บเก็บไว้ คนที่อยากรู้ว่าสีเจลบนเล็บตัวเองออกมาเป็นยังไงจริง ๆ และคนที่ต้องถ่ายเล็บให้แพทย์ดู
แสงคือเรื่องแรก
แพทย์ผิวหนังที่ใช้รูปถ่ายประกอบการดูอาการ แนะนำตรงกันว่าแสงกลางวันดีที่สุด และไฟในห้องทั่วไปมักไม่พอ ถ้าไม่มีแสงกลางวันให้เสริมด้วยโคมตั้งโต๊ะหรือแฟลช สำหรับรูปเล็บก็ใช้หลักเดียวกัน
- ดีที่สุด นั่งข้างหน้าต่างที่แดดไม่ส่องตรง หรือวันที่ฟ้าครึ้มนิด ๆ แสงจะนุ่ม เงาจาง สีออกมาตรง
- แดดจัดส่องตรง ให้เงาแข็งและจุดสะท้อนขาวบนผิวเจล ถ้าหลบไม่ได้ ใช้ผ้าม่านบางกั้น
- กลางคืน ใช้โคมตั้งโต๊ะสีขาวเป็นแสงหลัก แล้วปิดไฟสีส้มอื่น ๆ ในห้อง
แสงดีหนึ่งแหล่ง ดีกว่าแสงหลายสีหลายทิศ
สีของแสง และไวต์บาลานซ์
แสงแต่ละแบบมีสีต่างกัน วัดเป็นเคลวิน (K) ฉลากหลอดไฟบอกไว้ ตัวเลขน้อยคือแสงอมเหลือง ตัวเลขมากคือแสงขาวอมฟ้า
| แสง | ค่าบนฉลากหลอดไฟ | สีเล็บในรูปมักเป็นแบบไหน |
|---|---|---|
| วอร์มไวต์ / ซอฟต์ไวต์ | 2700–3000K | อมส้ม ชมพูกลายเป็นพีช นู้ดดูเหลือง |
| คูลไวต์ / นิวทรัลไวต์ | 3500–4100K | ใกล้กลาง |
| เดย์ไลต์ | 5000–6500K | ใกล้แสงกลางวัน |
| ในร่มเงา ฟ้าเปิด | ไม่มีบนฉลาก | อมฟ้า แดงดูหม่น |
ไวต์บาลานซ์ (white balance) คือการที่กล้องปรับสีให้ของสีขาวยังดูขาวภายใต้แสงนั้น ผู้ผลิตกล้องแนะนำให้ใช้โหมดอัตโนมัติเป็นค่าเริ่ม และเปลี่ยนเมื่อต้องการให้ตรงกับแหล่งแสง ปัญหาคือโหมดอัตโนมัติเดาจากทั้งภาพ ถ้าภาพมีแสงสองสี กล้องเลือกได้แค่ทางเดียว อีกครึ่งภาพจะเพี้ยน
มือถือบางรุ่นมีโหมด Pro ให้ตั้งไวต์บาลานซ์เองได้ แต่ไม่ใช่ทุกรุ่น และเมนูต่างกันไปตามยี่ห้อ ถ้ามือถือไม่มี ทางที่ง่ายกว่าคือคุมแสงให้เป็นสีเดียวตั้งแต่แรก
ตัวอย่าง: แก้รูปสีเพี้ยนทีละขั้น
สมมติถ่ายเล็บสีชมพูนู้ดตอนสองทุ่มบนโต๊ะในครัว ไฟเพดานเป็นหลอด 3000K และเปิดโคมตั้งโต๊ะหลอด 6500K ไว้ข้าง ๆ (ตัวเลขดูจากฉลากหลอด)
- รูปแรกออกมา ครึ่งมือฝั่งโคมดูขาวอมฟ้า อีกฝั่งอมส้ม สีชมพูเลยไม่เหมือนกันสองฝั่ง เพราะมีแสงสองสีต่างกัน 3500K
- ปิดไฟเพดาน เหลือโคม 6500K แหล่งเดียว ถ่ายใหม่ สีทั้งมือเป็นโทนเดียวแล้ว
- วางกระดาษ A4 สีขาวไว้ใต้มือ ถ้ากระดาษในรูปยังอมฟ้า แปลว่ากล้องยังปรับไม่พอ ถ้ามีโหมด Pro ลองเลื่อนไวต์บาลานซ์จนกระดาษเป็นสีขาวกลาง ถ้าไม่มี ใช้เครื่องมือปรับอุณหภูมิสีในแอปรูปภาพ เลื่อนจนกระดาษขาว
- เทียบรูปกับเล็บจริงใต้แสงเดียวกัน ถ้าใกล้เคียงแล้วหยุดแค่นั้น ไม่ต้องเพิ่มความสด
ขั้นที่ 3 ไม่ใช่การแต่งให้สวย แต่เป็นการแก้ให้ของสีขาวกลับมาเป็นสีขาว สีเล็บจะกลับมาใกล้ของจริงไปด้วย
พื้นหลังและการวางมือ
แนวทางถ่ายรูปผิวหนังส่งแพทย์ของ NHS แนะนำพื้นหลังเรียบไม่มีลาย สีอ่อน เช่น ผ้าปูหรือผนังสีขาว เขียวอ่อน หรือฟ้าอ่อน และให้พื้นหลังแตะส่วนที่ถ่ายเพื่อไม่ให้มีเงา สำหรับเล็บ
- วางมือราบบนกระดาษขาวหรือผ้าสีอ่อน นิ้วชิดกันพอดี ไม่เกร็ง
- เก็บของที่มีสีจัดออกจากภาพ ผ้าสีแดงหรือโต๊ะไม้สีเข้มสะท้อนสีขึ้นมาที่ผิวและเล็บได้
- ทาครีมบาง ๆ ล่วงหน้าสักพัก ผิวรอบเล็บจะไม่แห้งเป็นขุย แต่เช็ดหน้าเล็บให้สะอาดก่อนถ่าย ครีมเยิ้มทำให้เงาเป็นด่าง
มุม ระยะ และโฟกัส
- ถือกล้องขนานกับหน้าเล็บ มุมเอียงมากทำให้นิ้วใกล้กล้องดูใหญ่กว่านิ้วอื่น
- อย่าเข้าใกล้เกินไป กล้องจะโฟกัสไม่ได้ ภาพเบลอ ถอยออกมาเล็กน้อยแล้วซูมช่วยแทน
- แตะจอที่เล็บ เพื่อให้โฟกัสและความสว่างยึดที่เล็บ มือถือหลายรุ่นแตะค้างหรือกด Lock เพื่อล็อกค่าไว้ได้
- ถ่ายเป็นชุด ภาพกว้างให้เห็นทั้งมือหนึ่งรูป ภาพใกล้หนึ่งถึงสองรูป และถ้าอยากให้เห็นความนูนหรือความหนาของงานต่อเล็บ เพิ่มภาพจากด้านข้าง
- มือนิ่ง วางข้อศอกบนโต๊ะ หรือใช้ตั้งเวลาถ่ายสองสามวินาทีถ้าถ่ายมือตัวเอง
ฟิลเตอร์และการแต่งรูป
ฟิลเตอร์สวยหลายแบบเปลี่ยนโทนสี เพิ่มความอิ่มสี หรือทำผิวให้เนียน ซึ่งทำให้สีเล็บในรูปไม่ใช่สีจริงอีกต่อไป แนวทางของสมาคมแพทย์ผิวหนังอังกฤษสำหรับรูปที่ส่งให้แพทย์เขียนตรง ๆ ว่าไม่ควรใส่ฟิลเตอร์หรือแต่งรูป
สำหรับรูปเก็บผลงาน หลักที่ใช้ได้คือ ปรับได้เฉพาะสิ่งที่ทำให้ภาพกลับมาใกล้ของจริง เช่น แก้ไวต์บาลานซ์ให้กระดาษขาว ครอปภาพ หมุนให้ตรง ส่วนการเพิ่มความสด ความเนียนผิว หรือฟิลเตอร์สี ทำให้คนดูเข้าใจสีผิด ถ้าใช้รูปบอกว่าเล็บสีนี้ออกมาเป็นแบบไหน
ถ้าอยากรู้ว่าสีไหนเข้ากับโทนผิว อ่านต่อที่ เลือกสีเล็บให้เข้ากับโทนผิว แล้วใช้วิธีถ่ายในบทนี้เทียบหลายสีภายใต้แสงเดียวกัน
ถ่ายเล็บให้แพทย์ดู
ถ้าเล็บมีอาการผิดปกติ เช่น สีเปลี่ยน มีเส้นดำ บวมแดงรอบเล็บ รูปช่วยให้เล่าอาการได้ชัดขึ้น แต่ไม่ใช่การวินิจฉัย ควรถามแพทย์หรือคลินิกก่อนว่ารับรูปแบบไหน ล้างสีเล็บออกถ้าแพทย์ต้องการเห็นหน้าเล็บจริง ถ่ายภาพกว้าง ภาพใกล้ และวางไม้บรรทัดข้างนิ้วเพื่อบอกขนาด อาการที่ควรไปพบแพทย์ดูได้ที่ สัญญาณที่เล็บบอกว่าควรไปหาหมอ
รูปที่ส่งให้แพทย์ ห้ามใส่ฟิลเตอร์และห้ามแต่งสี
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย
| อาการในรูป | สาเหตุที่พบบ่อย | แก้ยังไง |
|---|---|---|
| ทั้งรูปอมส้ม | ถ่ายใต้หลอดวอร์มไวต์ | ย้ายไปใกล้หน้าต่าง หรือใช้โคมแสงขาว |
| สีไม่เหมือนกันสองฝั่งมือ | แสงสองสีในภาพเดียว | ปิดแหล่งแสงหนึ่ง |
| จุดขาวบนเล็บ | แฟลชหรือแดดตรงสะท้อนผิวเจล | ใช้แสงนุ่ม เอียงมือเล็กน้อย |
| เล็บเบลอ | กล้องใกล้เกิน หรือมือสั่น | ถอยออก ซูม วางศอก |
| สีสดกว่าของจริง | ฟิลเตอร์หรือโหมดเพิ่มความสด | ปิดฟิลเตอร์ ถ่ายโหมดปกติ |
แหล่งข้อมูล
- A guide to taking the best photographs for teledermatology — NHS Western Isles
- Teledermatology — British Association of Dermatologists (Skin Health Info)
- Bulb purchasing guide — ENERGY STAR
- White balance (D850 Digitutor) — Nikon
- Take high quality photos on your Pixel phone — Google Pixel Camera Help
คำถามที่พบบ่อย
ควรเปิดแฟลชไหม
ถ้ามีแสงกลางวันพอ ไม่ต้องเปิด แฟลชมักทำให้เจลหรือท็อปเงาสะท้อนเป็นจุดขาว แต่ถ้าแสงในห้องน้อยจริง ๆ แฟลชหรือโคมตั้งโต๊ะยังดีกว่ารูปมืดและเบลอ
ทำไมสีเล็บในรูปไม่เหมือนที่ตาเห็น
สาเหตุหลักคือสีของแสงกับไวต์บาลานซ์อัตโนมัติของกล้อง แสงหลอดไฟสีวอร์มทำให้ทุกอย่างอมส้ม แสงเงาทำให้อมฟ้า ย้ายไปถ่ายใกล้หน้าต่าง ปิดไฟสีส้ม และใช้กระดาษขาวเทียบ
ส่งรูปเล็บให้หมอดูแทนการไปพบได้ไหม
รูปช่วยเล่าอาการได้ แต่ไม่แทนการตรวจ ถ้ามีอาการผิดปกติ ถามแพทย์หรือคลินิกก่อนว่ารับรูปแบบไหน แล้วถ่ายแบบไม่แต่งสีตามหลักในบทนี้
เนื้อหาเป็นแนวทางทั่วไป ผลิตภัณฑ์แต่ละยี่ห้อใช้ต่างกัน อ่านคำแนะนำบนฉลากเสมอ ถ้ามีอาการแพ้ ปรึกษาแพทย์