ปรอทในเครื่องสำอาง ต้องเป็นศูนย์ กติกา มินามาตะ ใหม่ และวิธีดู ครีมหน้าขาวเถื่อน
อนุสัญญามินามาตะตัดเกณฑ์ 1 ppm ทิ้ง ปรอทในเครื่องสำอางต้องเป็นศูนย์ แต่ อย. ยังเจอในครีมหน้าขาวที่ขายออนไลน์ สัญญาณเตือน และวิธีเช็กเลขจดแจ้ง
- ที่ประชุมภาคีอนุสัญญามินามาตะครั้งที่ 5 (COP-5) ปี 2566 ตัดเกณฑ์ 1 ppm ทิ้ง ทำให้ชัดว่าห้ามเติมปรอทในเครื่องสำอางเลย
- ในไทย ปรอทเป็นสารห้ามใช้ในเครื่องสำอางอยู่แล้ว แต่ อย. ยังตรวจเจอในครีมที่สั่งซื้อจากร้านออนไลน์
- ครีมที่ไม่มีฉลากภาษาไทย ไม่มีเลขจดแจ้ง เลขไม่ตรงกับสินค้า หรือสัญญาว่าขาวเร็วผิดปกติ คือสัญญาณเตือน
- ใช้แล้วผื่นขึ้น ผิวบาง ผิวคล้ำหรือด่าง ให้หยุดใช้ เก็บกระปุกไว้ และไปพบแพทย์
ปรอทในเครื่องสำอางตอนนี้ต้องเป็นศูนย์ ที่ประชุมภาคีอนุสัญญามินามาตะว่าด้วยปรอท ครั้งที่ 5 (COP-5) ปลายปี 2566 ตัดเกณฑ์ “เกิน 1 ppm” ทิ้ง ทำให้ชัดว่าห้ามเติมปรอทในเครื่องสำอางเลย ในไทยปรอทเป็นสารห้ามใช้ในเครื่องสำอางมานานแล้ว แต่ อย. ยังตรวจเจอในครีมหน้าขาวที่ขายออนไลน์ บทนี้เล่าว่ากติกาเปลี่ยนยังไง ทำไมยังเจอ และดูยังไงก่อนซื้อ
กติกาโลกเปลี่ยนยังไง
อนุสัญญามินามาตะรับรองในปี 2556 (ค.ศ. 2013) ตั้งชื่อตามอ่าวมินามาตะในญี่ปุ่น ที่น้ำเสียปนปรอทจากโรงงานทำให้คนหลายพันคนป่วยหนักในกลางศตวรรษที่ 20 อนุสัญญามีผลตั้งแต่ 16 สิงหาคม 2560
| ช่วง | กติกาเรื่องเครื่องสำอาง |
|---|---|
| ก่อน COP-5 | ห้ามผลิต นำเข้า ส่งออก เครื่องสำอางที่มีปรอทเกิน 1 ppm รวมสบู่และครีมทาผิวขาว |
| COP-5 เจนีวา 30 ต.ค.-3 พ.ย. 2566 | ตัดเกณฑ์ 1 ppm ทิ้ง ทำให้ชัดว่าห้ามเติมปรอทในเครื่องสำอาง |
| 25 เม.ย. 2568 | การแก้ไขภาคผนวกของ COP-5 มีผลกับภาคี (ยกเว้นภาคีที่มีเงื่อนไขเฉพาะ) |
ไทยอยู่ตรงไหน ไทยเข้าเป็นภาคีเมื่อ 22 มิถุนายน 2560 และอนุสัญญามีผลกับไทยตั้งแต่ 20 กันยายน 2560 ตอนเข้าเป็นภาคี ไทยแถลงไว้ว่าการแก้ไขภาคผนวกจะมีผลกับไทยเมื่อไทยยื่นสัตยาบันสารของการแก้ไขนั้นเท่านั้น แต่สำหรับผู้ซื้อ เรื่องนี้ไม่ได้เปลี่ยนอะไร เพราะกฎหมายไทยกำหนดให้สารประกอบของปรอทเป็นสารห้ามใช้ในเครื่องสำอางอยู่แล้ว และ อย. ใช้เกณฑ์นี้ตรวจและประกาศผลเมื่อพบ
ตัวอย่าง: 1 ppm กับที่เจอจริง ต่างกันแค่ไหน
1 ppm (ส่วนในล้านส่วน) = 1 มิลลิกรัมต่อ 1 กิโลกรัม ลองคิดกับครีมกระปุก 15 กรัม (ขนาดสมมติ)
- ที่ 1 ppm: 15 กรัม = 0.015 กิโลกรัม → 1 × 0.015 = 0.015 มิลลิกรัม
- ปี 2566 กลุ่มองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมสั่งซื้อครีมทาผิวขาวที่น่าสงสัย 213 รายการจากแพลตฟอร์มออนไลน์ 23 แห่ง ในหลายประเทศ รวมถึงไทย พบ 191 รายการ (90%) มีปรอทเกิน 1 ppm สูงสุดถึง 74,800 ppm
- 74,800 ppm = 74,800 ÷ 1,000,000 = 7.48% → 15 กรัม × 0.0748 = 1.12 กรัม
- เทียบกัน 1.12 กรัม = 1,120 มิลลิกรัม ÷ 0.015 มิลลิกรัม ≈ 74,700 เท่า ของเกณฑ์เดิม
ตัวเลขนี้บอกว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ปรอทปนเปื้อนเล็กน้อย แต่อยู่ที่ครีมเถื่อนที่ใส่ปรอทเป็นส่วนผสมหลักเพื่อให้ผิวขาวเร็ว การตัดเกณฑ์เหลือศูนย์จึงทำให้ไม่มีช่องให้อ้างว่า “มีนิดเดียว”
ทำไมไทยยังเจอ
ปรอททำให้ผิวขาวเพราะไปกดการสร้างเม็ดสีเมลานิน ครีมเถื่อนจึงใส่ไว้เพื่อให้เห็นผลเร็ว องค์การอนามัยโลกระบุว่าแม้ในประเทศที่คุมเข้ม สินค้าแบบนี้ก็ยังโฆษณาและขายผ่านอินเทอร์เน็ต
ตัวอย่างในไทย: เดือนมกราคม 2567 อย. ประกาศผลตรวจเครื่องสำอาง 16 รายการที่สั่งซื้อจากร้านค้าออนไลน์ พบสารห้ามใช้ทั้งหมด ทั้งสารประกอบของปรอท สเตียรอยด์ ไฮโดรควิโนน และกรดเรทิโนอิก บางรายการหมดอายุหรือไม่ระบุวันหมดอายุ อย. เตือนว่าครีมที่ผสมปรอทอาจทำให้แพ้ ผื่นแดง ผิวหน้าดำ ผิวบางลง และเกิดพิษสะสม ทำให้ทางเดินปัสสาวะและไตอักเสบ
องค์การอนามัยโลกระบุว่าผลต่อไตที่มีรายงานมีตั้งแต่โปรตีนในปัสสาวะจนถึงไตวาย และรายงานของกลุ่มองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมย้ำว่าปรอทเป็นพิษต่อระบบประสาท ใช้นานอาจกระทบตา ปอด ไต ระบบย่อยอาหาร และภูมิคุ้มกัน
ครีมที่ทำให้ขาวเร็วผิดปกติ ไม่ใช่สูตรดี แต่เป็นสัญญาณให้สงสัย
สัญญาณเตือนก่อนซื้อ
| สิ่งที่เห็น | ทำไมต้องระวัง |
|---|---|
| ไม่มีฉลากภาษาไทย หรือมีแต่ไม่ครบ | กฎหมายกำหนดให้มีชื่อเครื่องสำอาง ประเภท ส่วนผสม วิธีใช้ ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า ปริมาณ ครั้งที่ผลิต เดือนปีที่ผลิต และเลขจดแจ้ง |
| ไม่มีเลขจดแจ้ง หรือค้นในระบบ อย. ไม่เจอ | ขายเครื่องสำอางที่ไม่ได้จดแจ้งไม่ได้ตามกฎหมาย |
| เลขมี แต่ชื่อสินค้าหรือผู้ผลิตไม่ตรง | อาจเอาเลขของสินค้าอื่นมาใส่ |
| โฆษณาว่าขาวเร็วผิดปกติ หรือลบฝ้า กระ จุดด่างดำได้ในไม่กี่วัน | ปรอทกดการสร้างเม็ดสี ครีมเถื่อนจึงใส่ไว้เพื่อให้เห็นผลเร็ว |
| กระปุกเปล่า ใส่ตลับแบ่ง เรียกว่า “หัวเชื้อ” หรือ “สูตรลับ” | ไม่มีใครรับผิดชอบว่าข้างในคืออะไร |
| ผู้ขายไม่มีที่อยู่แน่นอน | อย. แนะนำให้ซื้อจากร้านที่มีหลักแหล่งแน่นอน |
เช็กเลขจดแจ้งเอง
เลขที่ใบรับจดแจ้งบนฉลากมี 10 หรือ 13 หลัก ค้นได้ในระบบตรวจสอบผลิตภัณฑ์บนเว็บไซต์ อย. แอป Oryor Smart Application หรือไลน์ @FDAThai เมื่อค้นเจอ ให้เทียบชื่อสินค้า ประเภท และชื่อผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าว่าตรงกับกระปุกทุกตัว ขั้นตอนละเอียดอยู่ใน อ่านส่วนผสมบนฉลากเครื่องสำอาง
อย่าลืมว่าเลขจดแจ้งพิสูจน์ได้แค่ว่าผลิตภัณฑ์แจ้ง อย. แล้ว ไม่ได้พิสูจน์ว่ากระปุกในมือเป็นของแท้
ถ้าใช้ไปแล้ว
- หยุดใช้ทันที ไม่ต้องรอใช้ให้หมด
- เก็บกระปุก กล่อง และหลักฐานการซื้อไว้ อย่าทิ้ง เป็นข้อมูลให้ทั้งแพทย์และ อย.
- ไปพบแพทย์ ถ้ามีผื่น ผิวบาง ผิวคล้ำหรือด่าง หรืออาการอื่นที่ผิดปกติ บอกแพทย์ว่าใช้ครีมอะไร นานเท่าไหร่ และนำผลิตภัณฑ์ไปด้วย ถ้ากำลังตั้งครรภ์ ให้รีบปรึกษาแพทย์
- แจ้ง อย. สายด่วน 1556 ไลน์ @FDAThai หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย
- เชื่อว่าขาวเร็ว = ได้ผลดี ผลเร็วผิดปกติเป็นสัญญาณให้สงสัย
- ดูแค่ว่ามีเลขจดแจ้ง ไม่ได้เช็กว่าเลขตรงกับสินค้าและผู้ผลิต
- ซื้อตามรีวิวและก่อนหลังในโซเชียล รูปก่อนหลังไม่ได้บอกว่าข้างในมีอะไร
- ใช้ต่อจนหมดกระปุกเพราะเสียดาย ปรอทสะสมในร่างกายได้
- ทิ้งกระปุกหลังมีอาการ ทำให้แพทย์และ อย. ไม่มีข้อมูล
แหล่งข้อมูล
- Minamata Convention COP-5 takes crucial steps in its mission of eliminating mercury pollution — UNEP
- Adopted amendments to annexes A and B — Minamata Convention on Mercury
- Thailand: Accession, Minamata Convention on Mercury (C.N.332.2017) — United Nations Treaty Collection
- Mercury and health — World Health Organization
- อย. แจ้งเตือน เครื่องสำอาง 16 รายการ พบสารห้ามใช้ ขายในออนไลน์ — ประชาชาติธุรกิจ
- Toxic mercury cosmetics still marketed as a ‘solution’ to dark skin — European Environmental Bureau
คำถามที่พบบ่อย
ปรอทในครีมอันตรายยังไง
อย. ระบุว่าครีมผสมสารประกอบของปรอทอาจทำให้แพ้ ผื่นแดง ผิวหน้าดำ ผิวบาง และมีพิษสะสมทำให้ทางเดินปัสสาวะและไตอักเสบ องค์การอนามัยโลกระบุว่าผลต่อไตที่มีรายงานมีตั้งแต่โปรตีนในปัสสาวะจนถึงไตวาย
มีเลขจดแจ้งแล้ว แปลว่าไม่มีปรอทใช่ไหม
เลขจดแจ้งบอกว่าผลิตภัณฑ์แจ้ง อย. แล้ว แต่ต้องเช็กว่าเลขนั้นมีอยู่จริงในระบบ และชื่อสินค้ากับผู้ผลิตตรงกับที่อยู่บนกระปุก ถ้าไม่ตรง หรือหาไม่เจอ อย่าใช้
สงสัยว่าครีมที่ใช้อยู่มีปรอท ทำยังไง
หยุดใช้ เก็บกระปุก กล่อง และหลักฐานการซื้อไว้ แจ้ง อย. ที่สายด่วน 1556 และถ้ามีอาการผิดปกติ ไปพบแพทย์พร้อมนำผลิตภัณฑ์ไปด้วย
เนื้อหาเป็นแนวทางทั่วไป ผลิตภัณฑ์แต่ละยี่ห้อใช้ต่างกัน อ่านคำแนะนำบนฉลากเสมอ ถ้ามีอาการแพ้ ปรึกษาแพทย์