สารก่อภูมิแพ้ในน้ำหอม บนฉลาก EU เพิ่มจาก 24 เป็นราว 80 ชื่อ รวม น้ำมันหอมระเหย
กฎ EU 2023/1545 บังคับแจ้งชื่อสารก่อภูมิแพ้ในน้ำหอมเพิ่มอีก 56 ตัว รวมน้ำมันหอมระเหยหลายชนิด สินค้าใหม่ต้องทำตามตั้งแต่ 31 ก.ค. 2026 ทุกชิ้นบนชั้นภายใน 31 ก.ค. 2028
- EU เพิ่มรายชื่อสารก่อภูมิแพ้ในน้ำหอมที่ต้องแจ้งบนฉลาก จาก 24 ตัวเป็นราว 80 ตัว โดยใช้เกณฑ์เดิม 0.001% ในผลิตภัณฑ์ที่ทิ้งไว้บนผิว และ 0.01% ในผลิตภัณฑ์ที่ล้างออก
- สินค้าที่ไม่ผ่านเกณฑ์ใหม่วางตลาด EU ได้ถึง 31 กรกฎาคม 2026 และยังขายต่อได้ถึง 31 กรกฎาคม 2028
- รายชื่อใหม่มีน้ำมันหอมระเหยและสารสกัดจากพืชหลายตัว เช่น ตะไคร้ ยูคาลิปตัส กานพลู มะลิ กุหลาบ กระดังงา และสารเดี่ยวอย่าง menthol camphor vanillin
- ฉลากยาวขึ้นไม่ได้แปลว่าสูตรอันตรายขึ้น แต่ช่วยให้คนที่รู้ว่าตัวเองแพ้อะไร หาชื่อนั้นเจอ
ตั้งแต่ปี 2026 เครื่องสำอางที่ขายในสหภาพยุโรปจะต้องเขียนชื่อสารก่อภูมิแพ้ในน้ำหอมแยกออกมาบนฉลากมากขึ้นเกือบสี่เท่า จากเดิม 24 ตัว เป็นราว 80 ตัว ตามกฎ Commission Regulation (EU) 2023/1545 และรายชื่อใหม่ครอบคลุมน้ำมันหอมระเหยหลายชนิดด้วย เรื่องนี้สำคัญกับคนที่แพ้น้ำหอม เพราะคำว่า parfum คำเดียวบนฉลากจะถูกแตกออกให้เห็นมากขึ้นว่าข้างในมีอะไร
ถ้ายังไม่คุ้นกับการอ่านรายชื่อส่วนผสม เริ่มที่ อ่านส่วนผสมบนฉลากเครื่องสำอาง ก่อน บทนี้ต่อยอดจากตรงนั้น
ทำไม EU ต้องเพิ่มรายชื่อ
การแพ้แบบสัมผัส (contact allergy) เป็นภาวะที่ติดตัวไปตลอด ถ้าภูมิคุ้มกันจำสารตัวไหนได้แล้ว แค่โดนสารนั้นในปริมาณที่น้อยกว่าเดิมมากก็เป็นผื่นได้อีก ตัวกฎหมายประเมินว่าคนใน EU ราว 1-9% แพ้สารก่อภูมิแพ้ในน้ำหอม
การจำกัดปริมาณสารในสูตรช่วยป้องกันไม่ให้คนทั่วไปเริ่มแพ้ แต่ไม่พอสำหรับคนที่แพ้ไปแล้ว คนกลุ่มนี้ต้อง รู้ชื่อ สารที่อยู่ในขวดเพื่อหลบเอง EU จึงใช้วิธีบังคับให้แจ้งชื่อบนฉลาก
รายชื่อเดิม 24 ตัวมาจากกฎเก่า ในปี 2012 คณะกรรมการวิทยาศาสตร์ด้านความปลอดภัยผู้บริโภคของ EU (SCCS) ยืนยันว่า 24 ตัวเดิมยังสำคัญ และพบอีก 56 ตัว ที่มีหลักฐานชัดว่าทำให้คนแพ้ แต่ยังไม่ต้องแจ้งชื่อ กฎปี 2023 จึงเพิ่มสารกลุ่มนี้เข้าไป
เกณฑ์เดิม แต่รายชื่อยาวขึ้น
เกณฑ์ไม่เปลี่ยน สารในรายชื่อต้องเขียนบนฉลากเมื่อมีมากกว่า
- 0.001% ในผลิตภัณฑ์ที่ทิ้งไว้บนผิว (leave-on) เช่น ครีม โลชั่น เซรั่ม น้ำหอม
- 0.01% ในผลิตภัณฑ์ที่ล้างออก (rinse-off) เช่น แชมพู สบู่ เจลอาบน้ำ
| ก่อนกฎใหม่ | หลังกฎใหม่ | |
|---|---|---|
| จำนวนสารที่ต้องแจ้งชื่อ | 24 | ราว 80 (24 + 56) |
| เกณฑ์ leave-on | 0.001% | 0.001% |
| เกณฑ์ rinse-off | 0.01% | 0.01% |
| น้ำมันหอมระเหยและสารสกัดจากพืช | มีน้อยตัว | เพิ่มหลายชนิด หลายตัวรวมเป็นชื่อเดียว |
| ชื่อบนฉลาก | ใช้ชื่อหลายแบบ | กำหนดชื่อที่ต้องใช้ให้ตรงกัน |
กฎใหม่ยังจัดระเบียบชื่อด้วย สารที่มีหลายชื่อ กฎจะระบุว่าต้องเขียนชื่อไหน และบางกลุ่มรวมเป็นชื่อเดียว เช่น geranial กับ neral ให้เขียนรวมว่า Citral นอกจากนี้ สารที่ตัวมันเองไม่ค่อยก่อปัญหา แต่เปลี่ยนเป็นสารก่อภูมิแพ้ได้เมื่อโดนอากาศหรือเมื่อเข้าสู่ผิว ก็ถูกนับเท่ากับสารก่อภูมิแพ้ด้วย
น้ำมันหอมระเหย ก็อยู่ในรายชื่อ
จุดที่คนรักของธรรมชาติควรรู้ คือรายชื่อใหม่มีน้ำมันหอมระเหยและสารสกัดจากพืชหลายตัว ตัวอย่างชื่อที่จะเห็นบนฉลาก
- Lemongrass Oil (ตะไคร้)
- Eucalyptus Globulus Oil (ยูคาลิปตัส)
- Eugenia Caryophyllus Oil (กานพลู)
- Jasmine Oil/Extract (มะลิ)
- Rose Flower Oil/Extract (กุหลาบ)
- Cananga Odorata Oil/Extract (กระดังงา หรือ ylang ylang)
- Citrus Aurantium Peel Oil (เปลือกส้ม) และน้ำมันเปลือกมะนาวฝรั่ง
- Lavandula Oil/Extract (ลาเวนเดอร์ลูกผสมบางชนิด)
- Santalum Album Oil (ไม้จันทน์)
และมีสารเดี่ยวที่คุ้นหูอีกหลายตัว เช่น Menthol, Camphor, Vanillin, Linalyl Acetate, Benzaldehyde, Carvone
คำว่าธรรมชาติไม่ได้แปลว่าไม่แพ้ น้ำมันหอมระเหยหลายตัวอยู่ในรายชื่อนี้เพราะมีคนแพ้จริง
ไทม์ไลน์ ใช้เมื่อไหร่
กฎประกาศในวารสารทางการของ EU (Official Journal) วันที่ 27 กรกฎาคม 2023 และมีผล 20 วันหลังจากนั้น แต่ให้เวลาปรับตัวสองช่วง
- ถึง 31 กรกฎาคม 2026 สินค้าที่ฉลากยังไม่ตรงเกณฑ์ใหม่ ยังวางตลาดครั้งแรก (placing on the market) ได้
- ถึง 31 กรกฎาคม 2028 สินค้าเก่าที่วางตลาดไปแล้ว ยังวางขายบนชั้น (making available) ได้
พูดง่าย ๆ ตอนนี้ (ปลายปี 2026) สินค้าที่เพิ่งออกสู่ตลาด EU ต้องมีฉลากแบบใหม่แล้ว แต่ของเก่าบนชั้นจะค่อย ๆ หมดไปจนถึงกลางปี 2028 ช่วงนี้จึงเจอทั้งฉลากสั้นแบบเก่าและฉลากยาวแบบใหม่ปนกัน
ตัวอย่าง: 0.001% คือเท่าไหร่
ตัวเลขนี้เล็กมาก ลองคิดเป็นมิลลิกรัม
- โลชั่นทาตัว 50 กรัม เป็น leave-on เกณฑ์ 0.001%
- 50 กรัม × 0.001% = 50 × 0.00001 = 0.0005 กรัม = 0.5 มิลลิกรัม
- ถ้าโลชั่นนี้มีน้ำมันตะไคร้ (สมมติ) 0.1% ก็คือ 50 × 0.001 = 0.05 กรัม = 50 มิลลิกรัม มากกว่าเกณฑ์ 100 เท่า ต้องเขียน Lemongrass Oil บนฉลาก
เทียบกับแชมพู 200 กรัม เป็น rinse-off เกณฑ์ 0.01%
- 200 × 0.0001 = 0.02 กรัม = 20 มิลลิกรัม
- แชมพูที่มีสารตัวหนึ่งเกิน 20 มิลลิกรัมทั้งขวด ต้องแจ้งชื่อ
ตัวเลขชุดนี้บอกว่า ถ้าใส่น้ำมันหอมระเหยแบบตั้งใจให้มีกลิ่น แทบทุกครั้งจะเกินเกณฑ์ ชื่อจึงต้องโผล่บนฉลาก
ใช้ฉลากใหม่ให้เป็นประโยชน์
- ขอชื่อ INCI ที่แน่นอนจากแพทย์ ถ้าเคยทดสอบการแพ้ (patch test) แล้วรู้ว่าแพ้ตัวไหน จดชื่อตามที่เขียนบนฉลากไว้ในโทรศัพท์
- ไล่หาทั้งชื่อสารเดี่ยวและชื่อน้ำมัน เช่น คนที่แพ้ citral อาจต้องระวังน้ำมันตะไคร้ด้วย ถามแพทย์ว่าควรหลบกลุ่มไหนบ้าง
- อ่านให้ถึงท้ายรายการ สารเหล่านี้มักมีน้อยกว่า 1% จึงอยู่ครึ่งหลังของรายชื่อ
- ของใหม่ทดสอบก่อน ดูวิธีใน ทดสอบการแพ้ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย
- เห็นรายชื่อยาวแล้วคิดว่าสูตรอันตรายขึ้น สูตรอาจเหมือนเดิม แค่ฉลากบอกละเอียดขึ้น
- เชื่อว่า fragrance-free ปลอดภัยแน่นอน บางตัวยังมีสารกลบกลิ่นหรือสารสกัดจากพืช ต้องอ่านรายชื่อจริง
- คิดว่าต่ำกว่าเกณฑ์คือไม่มีเลย สารที่ต่ำกว่า 0.001% ไม่ต้องแจ้ง คนที่แพ้รุนแรงจึงหลบได้ไม่ครบ 100%
- เทียบฉลากเก่ากับฉลากใหม่ของสินค้าตัวเดียวกัน แล้วคิดว่าเปลี่ยนสูตร ช่วง 2026-2028 ฉลากสองแบบอยู่บนชั้นพร้อมกันได้
- รักษาผื่นเอง ถ้าผื่นคันกลับมาซ้ำหลังใช้เครื่องสำอาง หยุดใช้ และไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อหาสาเหตุ
แหล่งข้อมูล
คำถามที่พบบ่อย
กฎนี้ใช้กับสินค้าที่ขายในไทยไหม
กฎนี้เป็นกฎของสหภาพยุโรป ใช้กับสินค้าที่วางขายใน EU สินค้าที่ขายในไทยอยู่ใต้กฎของ อย. ไทย แต่สินค้านำเข้าจากยุโรป หรือแบรนด์ที่ใช้ฉลากเดียวทั่วโลก มักจะมีรายชื่อยาวขึ้นตามไปด้วย
น้ำมันหอมระเหยแท้จากธรรมชาติ ไม่น่าจะแพ้ใช่ไหม
ไม่ใช่ น้ำมันหอมระเหยหลายชนิดถูกใส่ไว้ในรายชื่อใหม่เพราะมีหลักฐานว่าทำให้คนแพ้ได้จริง คำว่าธรรมชาติไม่ได้บอกว่าแพ้หรือไม่แพ้
เห็นชื่อสารก่อภูมิแพ้บนฉลาก ต้องเลิกใช้ไหม
ไม่จำเป็น ถ้าคุณใช้แล้วไม่มีปัญหา รายชื่อนี้มีไว้ให้คนที่แพ้สารตัวนั้นอยู่แล้วหลบได้ ถ้ามีผื่นคันซ้ำ ๆ ควรไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อทดสอบว่าแพ้อะไรจริง
เนื้อหาเป็นแนวทางทั่วไป ผลิตภัณฑ์แต่ละยี่ห้อใช้ต่างกัน อ่านคำแนะนำบนฉลากเสมอ ถ้ามีอาการแพ้ ปรึกษาแพทย์