EU คุม เรตินอล 0.3% หน้า 0.05% ตัว อาร์บูติน กรดโคจิก อ่านเปอร์เซ็นต์ให้เป็น
กฎ EU 2024/996 จำกัดเรตินอล 0.3% ผลิตภัณฑ์ทั่วไป 0.05% โลชั่นทาตัว อัลฟาอาร์บูติน 2% อาร์บูติน 7% กรดโคจิก 1% พร้อมวันบังคับใช้ และวิธีแปลงเปอร์เซ็นต์เป็นมิลลิกรัม
- EU จำกัดเรตินอล เรตินิลอะซิเตต และเรตินิลปาล์มิเตต ไว้ที่ 0.05% (คิดเป็นเรตินอล) ในโลชั่นทาตัว และ 0.3% ในผลิตภัณฑ์อื่น พร้อมคำเตือนบังคับบนฉลาก
- อัลฟาอาร์บูตินไม่เกิน 2% ในครีมทาหน้า 0.5% ในโลชั่นทาตัว อาร์บูตินไม่เกิน 7% ในครีมทาหน้า กรดโคจิกไม่เกิน 1% ในผลิตภัณฑ์สำหรับหน้าและมือ
- สินค้าเรตินอลที่ไม่ผ่านเกณฑ์ห้ามวางตลาด EU ใหม่ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2025 และต้องหายจากชั้นภายใน 1 พฤษภาคม 2027
- 0.3% คือ 3 มิลลิกรัมต่อผลิตภัณฑ์ 1 กรัม ตัวเลขบนหน้ากล่องบางครั้งเป็นเปอร์เซ็นต์ของส่วนผสมสำเร็จรูป ไม่ใช่ของเรตินอลบริสุทธิ์
สหภาพยุโรปออกกฎ Commission Regulation (EU) 2024/996 ตั้งเพดานเรตินอล (วิตามินเอ) ในเครื่องสำอางไว้ที่ 0.3% สำหรับผลิตภัณฑ์ทั่วไป และ 0.05% สำหรับโลชั่นทาตัว พร้อมจำกัดสารที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ปรับสีผิวอีกสามตัว คือ อัลฟาอาร์บูติน 2% อาร์บูติน 7% และกรดโคจิก 1% บทนี้สรุปตัวเลข วันบังคับใช้ และวิธีอ่านเปอร์เซ็นต์บนฉลากให้รู้ว่าในขวดมีเท่าไหร่จริง
กฎนี้ครอบคลุมอะไรบ้าง
กฎลงวันที่ 3 เมษายน 2024 แก้ภาคผนวกของกฎเครื่องสำอางหลักของ EU (1223/2009) หลายเรื่องพร้อมกัน
| สาร | ใช้ที่ไหน | เพดาน |
|---|---|---|
| Retinol, Retinyl Acetate, Retinyl Palmitate | โลชั่นทาตัว | 0.05% RE |
| ผลิตภัณฑ์อื่นทั้งแบบทิ้งไว้และล้างออก | 0.3% RE | |
| Alpha-Arbutin | ครีมทาหน้า | 2% |
| โลชั่นทาตัว | 0.5% | |
| Arbutin | ครีมทาหน้า | 7% |
| Kojic Acid | ผลิตภัณฑ์สำหรับหน้าและมือ | 1% |
| Genistein | ทุกผลิตภัณฑ์ | 0.007% |
| Daidzein | ทุกผลิตภัณฑ์ | 0.02% |
| 4-Methylbenzylidene Camphor (สารกันแดด) | ทุกผลิตภัณฑ์ | ห้ามใช้ |
RE ย่อมาจาก Retinol Equivalent คือคิดทุกตัวในกลุ่มนี้เป็นปริมาณเรตินอล รูปเอสเทอร์อย่าง retinyl palmitate จึงต้องแปลงก่อนเทียบกับเพดาน ไม่ใช่ดูเปอร์เซ็นต์ของเอสเทอร์ตรง ๆ
กฎนี้ยังปรับเงื่อนไขของสารกันเสีย triclosan และ triclocarban ด้วย รวมเป็นสารที่ถูกจับตาเรื่องผลต่อระบบฮอร์โมน 6 ตัว (4-MBC, genistein, daidzein, กรดโคจิก, triclosan, triclocarban)
ทำไมต้องจำกัด
วิตามินเอ SCCS ทบทวนความเห็นในปี 2022 ว่าเรตินอลในเครื่องสำอางปลอดภัยที่ 0.05% RE ในโลชั่นทาตัว และ 0.3% RE ในผลิตภัณฑ์อื่น แต่ระบุว่าคนที่ได้วิตามินเอจากอาหารและอาหารเสริมสูงที่สุดราว 5% ของประชากร อาจได้รับรวมเกินไป EU จึงบังคับให้ทุกผลิตภัณฑ์ที่มีสามตัวนี้เขียนบนฉลากว่า
Contains Vitamin A. Consider your daily intake before use.
แปลว่า มีวิตามินเอ ควรคิดถึงปริมาณที่ได้รับในแต่ละวันก่อนใช้ โลชั่นทาตัวได้เพดานต่ำกว่า เพราะทาพื้นที่กว้างกว่าหน้ามาก
อาร์บูตินและอัลฟาอาร์บูติน SCCS ปี 2023 ยืนยันว่าปลอดภัยที่ระดับข้างบน แต่ทั้งสองตัวเกี่ยวข้องกับไฮโดรควิโนน กฎจึงกำหนดให้ไฮโดรควิโนนในสูตรต่ำที่สุดเท่าที่ทำได้ ไม่เกินระดับปนเปื้อนที่เลี่ยงไม่ได้
กรดโคจิก SCCS ปี 2022 สรุปว่าปลอดภัยที่ไม่เกิน 1% ในบทบาทสารปรับสีผิว กฎจึงจำกัดไว้ที่ 1% และใช้ได้เฉพาะผลิตภัณฑ์สำหรับหน้าและมือ
วันบังคับใช้ ตอนนี้ถึงไหนแล้ว
กฎแยกวันเป็นสองแบบ วันห้าม วางตลาดใหม่ (placing on the market) และวันห้าม วางขายบนชั้น (making available)
| กลุ่ม | ห้ามวางตลาดใหม่ | ห้ามวางขายบนชั้น |
|---|---|---|
| อาร์บูติน อัลฟาอาร์บูติน กรดโคจิก genistein daidzein | 1 ก.พ. 2025 | 1 พ.ย. 2025 |
| สารกันแดด 4-MBC | 1 พ.ค. 2025 | 1 พ.ค. 2026 |
| เรตินอลและเอสเทอร์ | 1 พ.ย. 2025 | 1 พ.ค. 2027 |
ณ ปลายปี 2026 กลุ่มอาร์บูตินและ 4-MBC ครบกำหนดหมดแล้ว ส่วนเรตินอล สินค้าใหม่ต้องผ่านเกณฑ์แล้ว แต่ของเก่ายังขายได้ถึง 1 พฤษภาคม 2027 EU ให้เรตินอลนานกว่าเพราะไม่มีความกังวลเร่งด่วน และระดับที่ใช้ในท้องตลาดส่วนใหญ่ไม่เกินระดับที่ SCCS ถือว่าปลอดภัยอยู่แล้ว
ตัวอย่าง: อ่านเปอร์เซ็นต์เป็นมิลลิกรัม
เปอร์เซ็นต์ในเครื่องสำอางคือ น้ำหนักต่อน้ำหนัก 1% = 1 กรัมในผลิตภัณฑ์ 100 กรัม = 10 มิลลิกรัมต่อกรัม
เซรั่มทาหน้า 30 กรัม ที่ 0.3%
- 0.3% = 3 มิลลิกรัมต่อกรัม
- 30 กรัม × 3 = 90 มิลลิกรัม ของเรตินอลทั้งขวด (ถ้าใช้ถึงเพดาน)
โลชั่นทาตัว 200 กรัม ที่ 0.05%
- 0.05% = 0.5 มิลลิกรัมต่อกรัม
- 200 × 0.5 = 100 มิลลิกรัม ทั้งขวด ใกล้เคียงกับเซรั่มแม้เปอร์เซ็นต์ต่ำกว่า 6 เท่า เพราะทาทั้งตัวในปริมาณมากกว่า
ฉลากเขียน “1% retinol”
- ถ้าเป็นเรตินอลบริสุทธิ์ 1% ในผลิตภัณฑ์ทาหน้า เท่ากับ 1 ÷ 0.3 ≈ 3.3 เท่า ของเพดาน EU
- แต่บางผลิตภัณฑ์หมายถึงส่วนผสมสำเร็จรูปที่มีเรตินอลอยู่ข้างในแค่ส่วนหนึ่ง ตัวเลขหน้ากล่องจึงบอกปริมาณเรตินอลจริงไม่ได้เสมอ ถ้าอยากรู้ ถามผู้ขายว่า กี่เปอร์เซ็นต์ของเรตินอลบริสุทธิ์
ตัวเลขหน้ากล่องกับเปอร์เซ็นต์ของสารบริสุทธิ์ อาจไม่ใช่ตัวเดียวกัน ถามให้ชัดก่อนเทียบกับเพดาน
ใช้กับคนไทยยังไง
กฎนี้ใช้กับสินค้าที่ขายใน EU สินค้าที่ขายในไทยอยู่ใต้กฎของ อย. ไทย ตัวเลขของ EU ใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงได้ว่าหน่วยงานด้านความปลอดภัยใหญ่แห่งหนึ่งมองว่าระดับไหนพอดี
- ใช้หลายผลิตภัณฑ์ที่มีวิตามินเอพร้อมกัน เช่น เซรั่ม ครีมรอบดวงตา ครีมกลางคืน ปริมาณรวมก็เพิ่มขึ้น
- ใช้ของใหม่ทีละตัว และทดสอบก่อนตามบท ทดสอบการแพ้ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่
- ทากันแดดทุกวันเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว ดูปริมาณที่ต้องใช้ใน กันแดด SPF กับ PA
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย
- คิดว่าเปอร์เซ็นต์ยิ่งสูงยิ่งดี เพดานของ EU คือระดับที่ประเมินแล้วว่าปลอดภัย ไม่ใช่ระดับที่ “อ่อนเกินไป”
- ซ้อนหลายผลิตภัณฑ์วิตามินเอ แต่ละตัวผ่านเพดาน แต่รวมกันได้มากขึ้น
- ไม่บอกแพทย์ว่ากินวิตามินเอเสริม คำเตือนบนฉลากมีไว้เพราะเรื่องนี้
- คิดว่าสารปรับสีผิวในครีมทาหน้าใช้ทาตัวได้ในเปอร์เซ็นต์เดียวกัน อัลฟาอาร์บูตินในโลชั่นทาตัวมีเพดานแค่ 0.5% ต่ำกว่าครีมทาหน้า 4 เท่า
- ใช้ต่อทั้งที่แสบแดงลอกไม่หยุด หยุดใช้ และปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
แหล่งข้อมูล
- Commission Regulation (EU) 2024/996 on Vitamin A, Alpha-Arbutin, Arbutin and certain substances with potential endocrine disrupting properties — EUR-Lex
- Regulation 2024/996: restrictions on vitamin A, Arbutin and 6 endocrine disruptors — CosmeticOBS
- Navigating new Annex III restrictions on vitamin A in cosmetics — Exponent
คำถามที่พบบ่อย
ทำไม EU ถึงจำกัดเรตินอล ทั้งที่เป็นวิตามิน
SCCS ประเมินว่าเรตินอลในเครื่องสำอางปลอดภัยในระดับที่กำหนด แต่คนส่วนหนึ่งได้วิตามินเอจากอาหารและอาหารเสริมมากอยู่แล้ว เครื่องสำอางจึงอาจเพิ่มปริมาณรวมจนเกิน EU จึงตั้งเพดานและให้เขียนคำเตือนให้คิดถึงปริมาณที่ได้รับในแต่ละวัน
ตั้งครรภ์ ใช้เรตินอลได้ไหม
บทนี้ไม่ได้ตอบเรื่องนี้ ถ้าตั้งครรภ์ วางแผนมีบุตร หรือกินวิตามินเอเสริมอยู่ ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีวิตามินเอ
กฎนี้ครอบคลุมยาทาเรตินอยด์ที่แพทย์สั่งไหม
ไม่ กฎนี้เป็นกฎเครื่องสำอาง และระบุชื่อไว้แค่สามตัว คือ Retinol, Retinyl Acetate และ Retinyl Palmitate ยาที่แพทย์สั่งอยู่ใต้กฎหมายยา ใช้ตามที่แพทย์แนะนำ
เนื้อหาเป็นแนวทางทั่วไป ผลิตภัณฑ์แต่ละยี่ห้อใช้ต่างกัน อ่านคำแนะนำบนฉลากเสมอ ถ้ามีอาการแพ้ ปรึกษาแพทย์