ปากแห้ง ลอก แตก ทำไมเลียแล้วยิ่งแห้ง เลือก ลิปบาล์ม ยังไง และเมื่อไหร่ควรพบแพทย์
ริมฝีปากไม่มีต่อมไขมัน จึงแห้งง่าย การเลียทำให้แห้งกว่าเดิม เลือกลิปบาล์มแบบเคลือบกันน้ำระเหย มี SPF เลี่ยงสารระคายเคือง และสัญญาณที่ควรไปพบแพทย์
- ริมฝีปากไม่มีต่อมไขมันคอยเคลือบ น้ำจึงระเหยออกง่ายกว่าผิวส่วนอื่น
- เลียปากทำให้แห้งกว่าเดิม เพราะน้ำลายระเหยแล้วพาความชื้นออกไปด้วย
- ลิปบาล์มที่ช่วยจริงคือแบบเคลือบ เช่น ปิโตรลาทัม ไม่มีน้ำหอม และตอนออกแดดควรมี SPF ทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง
- ดูแลเอง 2-3 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น ปากบวมร้อนเจ็บ หรือเป็นขุยแห้งไม่หาย ควรไปพบแพทย์
ปากแห้งเพราะผิวริมฝีปากบางและไม่มีต่อมไขมันคอยเคลือบ น้ำจึงระเหยออกได้ง่ายกว่าผิวส่วนอื่น พอแห้งแล้วหลายคนเลียปาก ซึ่งยิ่งทำให้แห้งกว่าเดิม ทางแก้พื้นฐานคือเลิกเลีย ใช้ลิปบาล์มแบบเคลือบที่ไม่มีสารระคายเคือง และกันแดดให้ริมฝีปาก ส่วนใหญ่จะดีขึ้นใน 2-3 สัปดาห์ ถ้าไม่ดีขึ้นควรไปพบแพทย์
ทำไมปากแห้งง่ายกว่าผิวส่วนอื่น
ผิวหน้าและผิวกายมีต่อมไขมันผลิตน้ำมันเคลือบผิวไว้ แต่ริมฝีปากไม่มี น้ำในชั้นผิวด้านนอกจึงระเหยออกได้ง่าย ปัจจัยที่ทำให้ปากแห้งเร็วขึ้น
- อากาศเย็น อากาศแห้ง ลม
- แดด
- ร่างกายขาดน้ำ
- ริมฝีปากบาดเจ็บ
- แพ้สารในลิปสติกหรือลิปบาล์ม
- ขาดวิตามินหรือแร่ธาตุ เช่น ธาตุเหล็ก วิตามินบี
- ยาบางชนิด เช่น ยารักษาสิวกลุ่ม isotretinoin
ถ้าไม่ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่แห้ง แต่ปากแห้งเรื้อรัง หรือกินยาที่รู้ว่าทำให้ปากแห้ง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร อย่าหยุดยาเอง
ทำไมเลียแล้วยิ่งแห้ง
เลียปากแล้วรู้สึกชุ่มอยู่ไม่กี่วินาที แต่พอน้ำลายระเหย ริมฝีปากจะแห้งกว่าเดิม ยิ่งแห้งก็ยิ่งอยากเลีย กลายเป็นวงจร การแกะ กัด หรือดึงขุยก็ทำให้หายช้าลง
ทุกครั้งที่อยากเลียปาก ให้ทาลิปบาล์มแทน นี่คือนิสัยเดียวที่เปลี่ยนแล้วเห็นผลมากที่สุด
ลิปบาล์มแบบไหนช่วยจริง
ลิปบาล์มที่ช่วยปากแห้งคือแบบที่ “เคลือบ” ปิดผิวไว้ไม่ให้น้ำระเหย (occlusive) ไม่ใช่แบบที่แค่หอมหรือเย็น
| มองหา | เลี่ยงตอนปากแห้งแตก |
|---|---|
| petrolatum (ปิโตรเลียมเจลลี) | camphor (การบูร) |
| mineral oil | eucalyptus (ยูคาลิปตัส) |
| dimethicone | menthol (เมนทอล) |
| ceramides | lanolin |
| shea butter | salicylic acid |
| castor seed oil, beeswax | phenol, propyl gallate |
| zinc oxide หรือ titanium dioxide สำหรับกันแดด | oxybenzone, octinoxate |
| ไม่มีน้ำหอม | น้ำหอม และสารแต่งรส เช่น อบเชย ส้ม มินต์ เปปเปอร์มินต์ |
สารในคอลัมน์ขวาไม่ได้อันตรายกับทุกคน แต่ตอนปากแห้งแตก ผิวที่เปิดอยู่ระคายเคืองง่าย สถาบันแพทย์ผิวหนังสหรัฐฯ จึงแนะนำให้เลี่ยง ถ้าทาแล้วแสบหรือร้อน หยุดใช้ทันที ส่วนผสมไหนคือน้ำหอมหรือสารแต่งรส อ่านวิธีดูใน อ่านส่วนผสมบนฉลากเครื่องสำอาง
ลิปบาล์มก็ทำให้แพ้ได้ ถ้าใช้แล้วปากแดง คัน บวม ลองเปลี่ยนสูตร ถ้ารู้ว่าตัวเองผิวแพ้ง่าย ทดสอบก่อนตามบท ทดสอบการแพ้ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่
กันแดดให้ริมฝีปาก
แดดทำให้ปากแห้งแตกมากขึ้น และอาจกระตุ้นให้เริมที่ปากกำเริบ คำแนะนำเรื่องค่า SPF ต่างกันตามแหล่ง NHS ของอังกฤษแนะนำ SPF 15 ขึ้นไป สถาบันแพทย์ผิวหนังสหรัฐฯ แนะนำ SPF 30 ขึ้นไป ทั้งสองแนะนำตรงกันว่าอยู่กลางแจ้งให้ทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง
ตัวอย่าง: วันที่ต้องอยู่กลางแดด
สมมติไปเที่ยวทะเล อยู่กลางแจ้ง 9:00 ถึง 15:00 รวม 6 ชั่วโมง
- ทาลิปบาล์มที่มี SPF ก่อนออกจากที่พัก 9:00
- ทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง: 11:00 และ 13:00
- ทาครั้งที่ 13:00 คุ้มถึง 15:00 พอดี
- รวมทาทั้งหมด 3 ครั้ง ในช่วงกลางแจ้ง
- ถ้ากินหรือดื่มแล้วเช็ดปาก บาล์มจะหลุดไปกับผ้าเช็ดปาก ทาเพิ่มหลังกินด้วย
คนส่วนใหญ่ทาตอนเช้าครั้งเดียว แล้วไม่ได้ทาอีกเลยทั้งวัน ซึ่งเท่ากับมีกันแดดที่ปากแค่ช่วงแรกของวัน
ดูแลทุกวันแบบง่าย ๆ
- ทาลิปบาล์มแบบเคลือบหลายครั้งต่อวัน
- ล้างมือก่อนทา และไม่ใช้ลิปบาล์มร่วมกับคนอื่น เพราะแพร่เชื้อได้
- ดื่มน้ำให้พอ
- ถ้านอนอ้าปากหรืออยู่ในห้องที่อากาศแห้ง เครื่องเพิ่มความชื้นในห้องนอนช่วยได้
- อากาศหนาวมีลม ใช้ผ้าพันคอปิดปาก
- ลองหลายสูตรได้ บางคนแพ้น้ำหอมหรือสีในลิปบาล์ม
ปากเป็นผิวส่วนหนึ่ง หลักเดียวกับการดูแลมือที่แห้ง ดูเพิ่มใน ดูแลมือและผิวพื้นฐาน
เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์
ปากแห้งแตกส่วนใหญ่ดีขึ้นภายใน 2-3 สัปดาห์ถ้าดูแลตามนี้ ไปพบแพทย์ถ้า
| อาการ | อาจเกี่ยวกับ |
|---|---|
| ดูแลเอง 2-3 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น | การแพ้ เชื้อรา หรือโรคผิวหนังอื่น |
| ปากร้อน เจ็บ บวม | การติดเชื้อ |
| ตุ่มน้ำเล็ก ๆ มักมีอาการเสียว แสบ คันนำมาก่อน | เริมที่ปาก |
| แตกที่มุมปาก เป็นซ้ำ ๆ | ภาวะอักเสบที่มุมปาก |
| ริมฝีปากแห้ง เป็นขุย หยาบ ไม่หาย โดยเฉพาะคนที่โดนแดดมาก | actinic cheilitis ภาวะที่อาจกลายเป็นมะเร็งได้ ต้องให้แพทย์ตรวจ |
| แผลที่ไม่หาย | ต้องให้แพทย์ตรวจ |
ไม่แน่ใจว่าเป็นแบบไหน เริ่มจากถามเภสัชกรได้ เภสัชกรจะบอกว่าดูแลเองต่อได้หรือควรไปหาหมอ บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย
- เลียปากเวลาแห้ง น้ำลายระเหยแล้วแห้งกว่าเดิม
- เลือกบาล์มจากกลิ่นและความเย็น สารให้ความเย็นและกลิ่นคือตัวที่ควรเลี่ยงตอนปากแตก
- แกะหรือกัดขุย แผลหายช้าลง
- ทากันแดดหน้าแต่ลืมปาก หรือทาปากแค่ตอนเช้า
- ใช้ลิปบาล์มแท่งเดียวกับเพื่อน แพร่เชื้อได้
- ทนปากแตกเป็นเดือน เกิน 2-3 สัปดาห์ ควรให้แพทย์ดู
แหล่งข้อมูล
คำถามที่พบบ่อย
ลิปบาล์มกลิ่นมินต์เย็น ๆ ช่วยให้ปากหายแห้งเร็วขึ้นไหม
ความเย็นมาจากสารอย่างเมนทอล การบูร หรือยูคาลิปตัส ซึ่งสถาบันแพทย์ผิวหนังสหรัฐฯ แนะนำให้เลี่ยงตอนปากแห้งแตก เพราะระคายเคืองได้ ถ้าทาแล้วแสบหรือร้อน ให้หยุดใช้
ขัดปากด้วยสครับช่วยไหม
ตอนที่ปากแห้งแตก ไม่ควรแกะ กัด หรือดึงขุย เพราะทำให้หายช้าลง ริมฝีปากมีชั้นผิวบางอยู่แล้ว ทาบาล์มเคลือบบ่อย ๆ แล้วปล่อยให้ขุยหลุดเอง
ปากแตกที่มุมปาก ใช้ลิปบาล์มได้ไหม
รอยแตกที่มุมปากบางครั้งเป็นภาวะอักเสบที่มุมปาก ซึ่งอาจมีเชื้อราหรือเชื้ออื่นร่วมด้วย ลิปบาล์มอย่างเดียวอาจไม่หาย ถ้าเป็นนานหรือเป็นซ้ำ ปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์
เนื้อหาเป็นแนวทางทั่วไป ผลิตภัณฑ์แต่ละยี่ห้อใช้ต่างกัน อ่านคำแนะนำบนฉลากเสมอ ถ้ามีอาการแพ้ ปรึกษาแพทย์